Visitor : 109373
สารจาก MD ::
     เรียนผู้เยี่ยมชมและ
อุปการคุณทุกท่านด้วย
ความยินดี และ จริงใจ
เป็นอย่างยิ่งในการที่
ท่านได้มา เยี่ยมชมเว็บ
ไซต์ของบริษัท เราด้วย
Member Login ::
Username : 
Password : 
Register | Forget Password ??
Product Categories ::
Search by Google.co.th ::

การพิมพ์ผ้าด้วยสีชนิดต่าง ๆ

1. การพิมพ์ผ้าด้วยสีปิ๊กเมนท์ (Pigment)

     - สีปิ๊กเมนท์ (Pigment) เป็นสีที่ไม่ละลายน้ำ น้ำมันไวท์สปิริต (White Spirit) น้ำมันก๊าด (Kerosone) และในตัวทำลายที่ใช้ในการซักแห้ง (Dry Cleaning Sovent) สีปิ๊กเมนท์ที่เหมาะในการพิมพ์ควรมีคุณสมบัติคงทนต่อแสง ต่อการซัก คลอรีน ด่าง เหงื่อ ต่อการขัดถู ความเหมาะสมขึ้นกับขนาดของอนุภาค การกระจายตัวของอนุภาค ความถ่วงจำเพาะ โครงสร้างของผลึก ฯลฯ การเตรียมสีพิมพ์ปิ๊กเมนท์ประกอบด้วย ปิ๊กเมนท์แป้งพิมพ์ (Emulsion Thickener ใช้ได้ดีและสะดวกกว่า Thickener ) กาวยึดสีให้ติดกับเส้นใย (Binder) สารช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงทางเคมี (Cross-linking) สารช่วยให้สีกระจายตัว และสารสลายตัวให้ความเป็นกรด (Acid liber-ating agent)

     - Binder สำคัญมากในการพิมพ์สีปิ๊กเมนท์เพราะเป็นตัวยึดอนุภาคสีให้ติดเส้นใยส่วน Cross-linking agent เป็นตัวช่วยเพิ่มความคงทนต่อการขัดถู การซัก การซักแห้ง แต่ก็มีผลต่อความรู้สึกสัมผัสผ้าเนื่องจากทำให้ผ้ากระด้างขึ้นเล็กน้อย

     - ในระบบของ Oil-in-water emulsion thickener นั้นตัวจะละลายในขั้นของน้ำทำหน้าที่เป็นโปรเทคตีฟ คอลลอยด์ (Protective colloid) ทำให้มีความคงตัวดี ถ้าเป็นระบบของ Water-in-oil emulsion thickener จะเติมแป้งพิมพ์ที่ละลายน้ำได้ (Water - Soluble Thickener) ลงไปด้วยเพื่อทำให้ emulsion คงตัว สีปิ๊กเมนท์ที่เป็นผงอาจทำการบดให้ละเอียดกับ Emulsifier เพื่อให้ปิ๊กเมนท์กระจายตัว แต่ถ้าบดมากเกินไปอนุภาคของสีจะแตกออกทำให้สูญเสียความสดใส (Brilliancy) และมีผลต่อระดับสี (Shade)

     หลังการพิมพ์   ทำให้แห้งอย่างสมบูรณ์ก่อนแล้วนำไปอบด้วยความร้อน นำยมอบด้วยความร้อนแห้งมากกว่าการอบด้วยไอน้ำร้อนที่อุณหภูมิสูง

2. การพิมพ์ด้วยสีไดเร็กท์ (Direct)

     - สีไดเร็กท์ไม่คงทนต่อการซักเหมาะในการพิมพ์ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ต้องซักล้างบ่อย ๆ สีพิมพ์ไดเร็กท์จะประกอบด้วย สี  แป้งพิมพ์ Wetting agent ตัวทำละลายสารช่วยดูดความชื้นและด่างอ่อน

     หลังการพิมพ์ ทำให้สีติดด้วยไอน้ำร้อนเป็นเวลานาน ตามด้วยการซักด้วยน้ำสบู่ที่อุณหภูมิห้อง เนื่องจากสีนี้ไม่คงทนต่อการซัก เพราะฉะนั้นในระหว่างการซักล้างจะทำให้สีเปื้อนพื้นขาวของผ้า อาจทำการแก้ไขได้โดยเติมสารขาวนวล (Optical brightening agent) เพื่อกลบพื้นขาวโดยผสมในน้ำล้างครั้งสุดท้ายหรืออาจใช้สารช่วยผนึกสี (Cationic fixing agent) แช่ก่อนทำการซักล้างเพื่อป้องกันการซึมของสีทำให้เปื้อนพื้นขาว และทำให้สีไม่จางลง

3. การพิมพ์ผ้าด้วยสีรีแอคทีฟ (Reactive)

     - สีรีแอคทีฟแตกต่างจากสีประเภทอื่น คือ สามารถเชื่อมโยงทางเคมีอย่างถาวรกับเส้นใย ให้ความคงทนของสีต่อกระบวนการเปียกชื้นได้ดี สีรีแอคทีฟใช้พิมพ์ผ้าฝ้าย วิสโคสไหม และบางตัวใช้พิมพ์ไนล่อนได้

     - ส่วนประกอบของสีพิมพ์รีแอคทีฟประกอบด้วย สี แป้งพิมพ์ (นิยมใช้โซเดียมแอลจิเนต) ตัวทำละลายสารช่วยดูดความชื้น สารอ๊อกซิส์อ่อน ๆ ด่าง (อาจเป็ฯโซดาแอช โปแตช โซดาไฟ โซดาไบคาร์บอเนต โซเดียมซิลิเกต ขึ้นกับโครงสร้างของสีและกระบวนการพิมพ์ การผนึกสี)

4. การพิมพ์ผ้าไนล่อนด้วยสีแอซิค (Acid)

    - สีแอซิคเป็นสีที่ใช้กับเส้นใยโปรตีน เช่น ขนสัตว์ ไหม และยังใช้ได้กับเส้นใยสังเคราะห์ไนล่อน สีนี้บางตัวมีสูตรโครงสร้างคลายสีไดเร็กท์ใช้พิมพ์เส้นใยเซลลูโลส สีพิมพ์แอซิคประกอบด้วย สี แป้งพิมพ์ ตัวทำละลาย สาร Swelling agent สารสลายตัวให้ความเป็นกรดหลังจากพิมพ์แล้วทำให้แห้งแล้วอบไอน้ำร้อน 15-30 นาที

5. การพิมพ์ด้วยสีวัต (Vat)

     - สีวัตเป็นสีที่ไม่ละลายน้ำในการใช้ต้องทำให้ละลายโดยใช้สารรีดิวส์และด่างก่อนจึงจะเกาะติดเส้นใย หลังจากนั้นทำการอ๊อกซิไดส์สีให้กลับเป็นสีเดิมที่ไม่ละลายน้ำจับอยู่ภายในเส้นใย สีวัตมีความคงทนต่อสภาวะต่าง ๆ ได้ดี เหมาะกับเส้นใยเซลลูโลส

     - การเตรียมสีพิมพ์ประกอบด้วย สี แป้งพิมพ์ (ต้องมีความคงทนต่อด่างและสารรีดิวส์ที่ความเข้มข้นสูง) สารช่วยดูดความชื้น เช่น ยูเรีย ด่าง ฯลฯ สารรีดิวส์ สีวัตพิมพ์ได้หลายกระบวนการซึ่งอาจจะเป็นกระบวนการขั้นตอนเดียว หรือกระบวนการสองขั้นตอน ขึ้นกับว่ามีสารรีดิวส์และด่างอยู่ในกระบวนการหรือไม่ ถ้าไม่มีก็จัดเป็นกระบวนการสองขั้นตอน

     - หลังการพิมพ์ ทำให้แห้ง ทำการผนึกสีด้วยไอน้ำร้อนในเครื่องอบไอน้ำร้อนแล้วล้างด้วยน้ำเย็น ต่อจากนั้นทำการอ๊อกซิไดส์ด้วยสารละลายที่ประกอบด้วยโซเดียมไดโครเมท หรือโซเดียมเปอร์บอเรต ที่เจือกรดน้ำส้มเล็กน้อยเป็นเวลา 2-5 นาที แล้วจึงไปต้มด้วยน้ำสบู่

6. การพิมพ์ผ้าโพลีเอสเตอร์ด้วยสีดิสเพิส (Disperse)

     - สีดิสเพิสเป็นปิ๊กเมนท์ที่ละลายน้ำได้เพียงเล็กน้อยที่อุณหภูมิห้อง ละลายได้มากขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น การละลายจะดีขึ้นมากเมื่อมีสารพวก Surfactant รวมอยู่ด้วยสีนี้ละลายได้ดีในตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น อะซีโตน แอลกอฮอล์ สีดิสเพิลมีความคงทนต่อแสงและการซักดี ใช้สีนี้พิมพ์ผ้าโพลีเอสเตอร์และพวกเซลลูโลสอะซีเตต

     - การเตรียมสีพิมพ์ดีสเพิสประกอบด้วย สี แห้งพิมพ์ สารช่วยกระจายตัว สารอ๊อกซิไดส์ (ช่วยเป็นตัวป้องกันระดับสีเปลี่ยนแปลงระหว่างการผนึกสี) สาร Carrier หรือ Swelling เพื่อเพิ่มความเข้ม สารสลายตัวให้ความเป็นกรด โซเดียมคลอเรท (ใช้เป็นตัวป้องกันห้ระดับสีคงความสดใสในกรณีทำให้สีติดทนภายในสภาวะการอบไอน้ำร้อนที่อุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน ซึ่งไม่สามารถแทนด้วยสารอ๊อกซิไดส์อ่อน ๆ)

     หลังการพิมพ์ ทำให้แห้งแล้วทำการผนึกสีโดยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น ใช้ไอน้ำร้อนอิ่มตัว ใช้ไอน้ำร้อนที่มีความดัน ใช้ไอน้ำร้อนที่อุณหภูมิสูง หรือใช้การอบด้วยความร้อนแห้ง   หลังจากทำให้สีติดทนแล้วซักล้างโดยทำ "Reduction Clearing"

 

การทำให้สีพิมพ์แห้ง

     เมื่อพิมพ์เรียบร้อยแล้วต้องทำให้สีพิมพ์แห้งโดยเร็วเพื่อป้องกันไม่ให้สีซึมกระจายออกนอกขอบลายที่กำหนด ระยะการอบแห้งจะนานเพียงใดขึ้นอยู่กับสาเหตุ 4 ประการ คือ

     1. ปริมาณของน้ำในแป้งพิมพ์

     2. คุณสมบัติของการดูดน้ำในผ้าพิมพ์

     3. ขนาดของเนื้อที่ที่เป็นลวดลาย

     4. ปริมาณสีที่สามารถผ่านตาสกรีนลงสู่ผ้าพิมพ์

     การอบแห้งในขั้นตอนใช้อบด้วยไอร้อนหรืออากาศร้อนในตู้อบใหญ่ ผ้าขยายออกเต็มตามความกว้าง ถ้าเป็นอุตสาหกรรมขนาดย่อมอาจใช้ตู้ที่ทำขึ้นเอง ควรให้ความร้อนในตู้กระจกสม่ำเสมอ รักษาอุณหภูมิให้คงที่ได้ผ้าจะแห้งสม่ำเสมอเท่ากัน ควรใช้ความร้อนประมาณ 90-110 องศาเซลเซียล อย่าให้แห้งมากเพราะจะทำให้แป้งพิมพ์เปราะหลุดหักออกในขณะที่นำไปผ่านกระบวนการอื่นได้ เมื่อนำไปทำสีติดด้วยไอน้ำจะทำให้สีติดผ้าไม่เท่ากันหรือสีด่างเป็นจุด

     กรณีที่ไม่มีตู้อบการทำให้แห้งนี้สามารถทำได้โดยผึ่งในห้องพิมพ์ให้แห้งและเลือกพิมพ์ในขณะที่มีอากาศร้อน ถ้าเป็นการทำให้แห้งด้วยการผ่านไอร้อนควรปล่อยให้ผ้าพิมพ์เย็นลงก่อนที่จะนำไปผ่านกระบวนการอื่น

การทำให้สีพิมพ์ติด

     การทำให้สีพิมพ์ติดมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของสีและผ้า แบ่งออกเป็น 2 ข้อสำคัญ คือ

     1. วิธีการขั้นตอนเดียว   เป็นการผนึกสีในสภาวะที่แห้ง (one-stage methods with dry fixation)  แบ่งออกเป็น

     - โดยใช้ไอน้ำร้อน (Steaming) เช่น ใช้ไอน้ำร้อนอิ่มตัวที่อุณหภูมิ 102-105 องศาเซลเซียล หรือใช้ไอน้ำที่มีความดันช่วยในการผนึกสี

     - โดยใช้ไอน้ำร้อนในระยะเวลาสั้น ๆ (Short steaming) เพื่อให้สีติดเร็วขึ้น ใช้เวลาช่วงสั้น ๆ ให้อุณหภูมิสูง 180-200 องศาเซลเซียล วิธีนี้เรียกการอบไอน้ำโดยใช้ความร้อนสูง (High Temperature Steaming)

     - โดยใช้ความร้อนแห้งผนึกสี (Thermofixation) สีจะถูกผนึกด้วยไอร้อน อุณหภูมิและเวลาในการผนึกขึ้นกับผ้าและชนิดของสี

     2. วิธีการสองขั้นตอน   เป็นการผนึกสีในสภาวะเปียก (Two-stage methods with wet fixation) แบ่งออกเป็น

     - ใช้ด่างเป็นตัวช่วย การผนึกสีจะทำในอ่างที่มีด่างและสารเคมีอื่นละลายอยู่

     - ใช้สารเคมีช่วยหมักในสภาวะที่เย็น   โดยหลักการทั้งหมดนี้วิธีการใช้ไอน้ำร้อนเป็นวิธีที่ใช้ได้กับสีทุกชนิด ในเครื่องอบไอน้ำร้อนจะหลั่นตัวบนผิวผ้าให้ความชื้นที่ต้องการ เพื่อทำให้เส้นใยพองตัวออก แป้งพิมพ์ก็เช่นเดียวกันเนื่องจากได้รับความชื้นสีก็จะละลายและมักจะแทรกซึมเข้าไปในเส้นใย เกิดการเชื่อมเกาะเส้นใยโดยปฏิกิริยาทางเคมีหรือทางกายภาพ หน้าที่ของแป้งพิมพ์ในตอนนี้ คือ ป้องกันไม่ให้สีแผ่ออกไปนอกบริเวณที่พิมพ์ คือ ป้องกันกาซึม ถ้าไอน้ำร้อนมีความชื้นมากไปหรือสีพิมพ์มีปริมาณของสารช่วยดูดความชื้นมากไป ฟิล์มของแป้งพิมพ์ไม่สามารถดูดความชื้นได้เพียงพอสีจะผนึกติดได้ไม่มากเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นจึงควรควบคุมสภาวะการใช้ไอน้ำร้อนให้แน่นอน

    เมื่ออบไอน้ำเรียบร้อยแล้วต้องนำไปต้มในน้ำสบู่หรือผลซักฟอก โดยใช้ปริมาณของผงซักฟอกให้เหมาะกับชนิดของสีพิมพ์และสารข้นที่ใช้ เพื่อเอาแป้งพิมพ์และสารประกอบเคมีที่มีมากเกินพอออกให้สะอาด เรียกกระบวนการนี้ว่า Washing off หรือ Rerution Clearing (ใช้กับสีบางประเภท) ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพราะมีผลทำให้ผ้าพิมพ์มีสีสดใสคงทนยิ่งขึ้น มีความนุ่มน่าสัมผัส และปราศจากกลิ่นสารเคมีหลงเหลืออยู่ การซักอาจใช้ในการพิมพ์ที่ใช้สีปิ๊กเมนท์หรือการพิมพ์แบบถ่ายทอดลวดลายพิมพ์จากกระดาษลงบนผ้า

     ในระหว่างทำการซักสีที่เกาะอย่างหลวม ๆ บนเส้นใยจะถูกขจัดออกจากบริเวณที่พิมพ์และสะสมอยู่ในน้ำซักล้าง เพราะฉะนั้นจึงมีโอกาสที่จะเปื้อนติดบริเวณที่ไม่ได้พิมพ์ ดังนั้นจุดหมายในการซักจึงมี 2 ประการ คือ

     1. กำจัดสีที่เกาะอย่างหลวม ๆ ออกจากบริเวณที่พิมพ์

     2. ป้องกันการเปื้อนติดของสีบริเวณที่ไม่ได้พิมพ์

     การที่จะให้ผลสำเร็จตามจุดหมาย 2 ประการนี้ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้สีที่เหมาะสม เลือกสภาวะการซักที่ถูกต้อง เลือกสารช่วยซัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

     เพื่อให้เกิดผลดีในการซักจะต้องคำนึงถึงหลัก 2 ประการ คือ

     1. ใช้สูตรพิมพ์ผ้าและสภาวะการผนึกสีที่ถูกต้อง เพื่อให้ได้ซึ่งปริมาณการผนึกติดของสีสูงสุด ปริมาณสีที่เกาะหลวม ๆ มีน้อยที่สุด

     2. หาวิธีที่ช่วยลดความสามารถในการย้อมสี สำหรับระบบสีและเส้นใยแต่ละระบบให้ถูกต้อง ทั้งสองข้อนี้จะช่วยให้ประสิทธิภาพการซักเป็นผลดีอย่างแน่นอน

การตกแต่งหลังการพิมพ์

     หลังจากต้อมสบู่และซักสะอาดเรียบร้อยแล้วต้องทำให้แห้งก่อน แล้วจึงนำไปตกแต่งเพื่อเสริมความสวยงามหรือประโยชน์ใช้สอยอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ลงแป้งให้แข็ง ขัดผิวให้มัน ตกแต่งไม่ให้ยับ ตกแต่งผ้าให้อ่อนนุ่มหรือให้คงรูป

 

 

 

 

 

 

 

 

    

 

 

 

 

 

26 สิงหาคม 2552
website builder by : ninewebsite.com
บริษัท ตั้งไท่ฮั้วเฮง จำกัด
141 ถนนพระราม 2 แขวงจอมทอง เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร 10150
โทรศัพท์ : 0-2427-0096 , 0-2874-2003 ถึง 9 แฟ๊กซ์ : 0-2427-8615 ถึง 6
   Email : tthh2517@outlook.com tthh2517@yahoo.com / website : http://www.tangti.com